'จาตุรนต์ ฉายแสง' แนะยกเลิกม.44 โดยเร็ว หยุดใช้กำลังทหาร เสี่ยงเกิดเหตุนองเลือด...เป็นปฏิบัติการที่ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา


      นายจาตุรนต์ ฉายแสดง แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็น หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจมาตร 44 บุกค้นวัดพระธรรมกาย โดยระบุว่า 'เป็นห่วง' กรณีวัดพระธรรมกายผมติดตามเหตุการณ์กรณีวัดพระธรรมกายด้วยความเป็นห่วงและดูเหมือนเหตุการณ์จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกขณ 
      ที่จะแสดงความเห็นต่อไปนี้ไม่ใช่ในฐานะผู้สนับสนุนหรือคัดค้านวัดพระธรรมกายและผมไม่ต้องการเอาพรรคเพื่อไทยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นของผมในครั้งนี้ จึงขอชี้แจงเสียก่อนว่าความเห็นต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมในฐานะนักการเมืองและประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น

# สถานการณ์น่าห่วงใยหลายประการ

      อันดับแรกเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นเกิดการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตขึ้น การเป็นห่วงเช่นนี้ก็คงคล้ายกับคนจำนวนมากในสังคมไทยในเวลานี้ รวมทั้งผู้มีอำนาจบางคนในขณะนี้ด้วย เพียงแต่การมองปัญหาอาจจะต่างกัน

      เหตุการณ์นี้ เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องการจะเข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโย ซึ่งลำพังแค่นั้นก็ไม่น่าจะลุกลามบานปลายไปมากนัก แต่ที่กลายเป็นการเผชิญหน้าจนอาจจะเกิดเป็นความรุนแรงหรือสูญเสีย น่าจะมาจากความพยายามที่จะกระชับพื้นที่บ้าง ยึดพื้นที่บ้าง รวมทั้งการออกหมายเรียกพระสงฆ์ 14 รูปให้มารายงานตัว และการห้ามพระและคนเข้าออกวัดซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งพระและประชาชน ตลอดจนวัดพระธรรมกายโดยรวม

# เหตุผลและขอบเขตการปฏิบัติการ ตามคำสั่ง คสช.ที่คลุมเครือ

      ความไม่ชัดเจนในวัตถุประสงค์และขอบเขตของปฏิบัติการครั้งนี้ ทำให้เกิดความหวาดระแวงหรือกระทั่งหวาดกลัวขึ้นอย่างมาก ยิ่งเมื่อหัวหน้าคสช.บอกว่า "...ส่วนเรื่องสถานที่นั้นก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป...” ก็ยิ่งทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายเกิดความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นไปอีก



      ผมจึงอยากจะเสนอว่า คสช.ควรประกาศเสียให้ชัดว่าต้องการทำอะไรแค่ไหนกับวัดพระธรรมกายกันแน่ ซึ่งการดำเนินการนี้ควรจะเป็นการจำกัดขอบเขตอยู่ที่การดำเนินค
ดีกับผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาเท่านั้น ไม่ควรเลยเถิดไปเป็นอย่างอื่น

# ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ไม่ยอมรับการใช้มาตรา 44

      ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นเลือดเนื้อและชีวิต ก็คือ การใช้มาตรา 44 และการใช้กำลังทหารเข้าจัดการมาตรา 44 นั้นเป็นกฎหมายก็จริง แต่ก็เป็นกฎหมายที่มีที่มาที่ไม่ชอบตามหลักนิติธรรม ทั้งการที่ให้คนๆ เดียวมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือกว่าอำนาจอธิปไตยทั้งหลาย โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ทหารที่ถูกใช้มาจัดการปัญหาไม่ได้รับการฝึบอบรมเพื่อรับมือกับการเผชิญหน้ากับประชาชนที่อยู่กันมากๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กับพระ เมื่อมีการใช้มาตรา 44 เพื่อการนี้ ก็เป็นไปได้ว่า ทั้งทหารและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจะเข้าใจไปว่าทำอะไรก็ไม่เป็นความผิดใดๆ ทั้งสิ้น ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น



      ผมจึงเห็นว่า ควรยกเลิกการใช้มาตรา 44 เสียโดยเร็ว แล้วหันมาใช้มาตรการหรือวิธีการตามกฎหมายปรกติซึ่งจะละมุนละม่อมกว่า และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเขาสามารถโต้แย้งหรือร้องเรียนขอความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมได้ เจ้าหน้าท่ีทั้งหลายก็จะได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

# เป็นปฏิบัติการที่ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา
      ข้อห่วงใยประการต่อมา คือปฏิบัติการครั้งนี้น่าจะเข้าข่ายการละเมิดต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา และอาจจะมีปัญหาต่อหลักการในเรื่องที่ว่า รัฐพึงมีบทบาทจัดการกับศาสนาหรือผู้นับถือศาสนามากน้อยเพียงใดด้วย
การที่พระจำนวนมากไม่อาจทำกิจวัตรของพระได้ตามปรกติ จะสื่อสารกับชาวบ้านก็ไม่ได้ คนไม่สามารถไปทำบุญหรือปฏิบัติธรรมได้อย่างไม่มีกำหนด ย่อมเป็นการละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบกิจกรรมทางศาสนา 

- การให้พระจำนวนมากมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ย่อมกระทบต่ออิสรภาพและเสรีภาพของพระเหล่านั้น

      ส่วนปัญหาว่า รัฐกำลังจะทำอะไรแค่ไหนกับวัดธรรมกายนี้ ดูจะไม่ใช่การตีตนไปก่อนไข้ของผู้ที่ห่วงใยทั้งหลาย เพราะไม่ว่าการกระชับพื้นที่ก็ดี การยึดพื้นที่ก็ดี รวมทั้งคำพูดที่ว่าเรื่องสถานที่จะต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไปก็ดี ล้วนทำให้เกิดความห่วงใยว่าอาจจะมีการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับวัดธรรมกายก็เป็นได้



# อย่าทำแทนมหาเถรสมาคม
      ถ้าดูจากการแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ ซึ่งมีอยู่หลากหลายต่างๆกันไป จะพบว่าความห่วงใยที่ว่าก็มีพื้นฐานรองรับอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ มีผู้ห่วงใยว่า วัดพระธรรมกายกำลังจะถูกจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พอใจกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยเหตุผลว่า วัดพระธรรมกายเผยแพร่คำสอนที่ไม่ใช่พุทธแท้บ้าง บิดเบือนพุทธศาสนาบ้าง หรือทำกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยบ้าง ดังนั้นบางคนก็อาจต้องการให้จัดการวัดพระธรรมกายเสีย

      ผมคิดว่าการที่คนมีความเห็นต่างกันต่อวัดพระธรรมกายนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ใครจะเห็นว่าวัดพระธรรมกายไม่ใช่พุทธแท้ หรือสอนอะไรผิดๆ ก็เป็นสิทธิ์ ใครจะเห็นว่าการมีโรงอาหารขนาดใหญ่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธก็เป็นสิทธิ์ แต่ปัญหาที่ผมคิดว่าเราควรจะตั้งหลักกันให้ดี ก็คือ แล้วควรจะให้ใครเป็นคนตัดสินว่าอะไรผิดอะไรถูก ใครควรเป็นคนจัดการอะไรอย่างไรกับวัดพระธรรมกาย

      วัดพระธรรมกายยังเป็นวัดในสังกัดมหาเถรสมาคมอยู่ไม่ใช่หรือ หากมีประเด็นว่า วัดพระธรรมกายเป็นวัดในพุทธศาสนาหรือไม่ ผู้ที่จะบอกได้ก็น่าจะเป็นมหาเถรสมาคมซึ่งจะมีอำนาจจัดการกับวัดพระธรรมกาย หรือจะถือว่าเป็นนิกายใหม่ก็คงต้องให้มหาเถรสมาคมตัดสินอยู่ดี ถ้าจะถือว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่เป็นศาสนาอื่นหรือเป็นลัทธิความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คงต้องให้กรมการศาสนามาพิจารณา และยังต้องรับฟังความเห็นจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายอีกด้วย


      ทั้งหมดนี้ไม่ควรให้รัฐและเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตัดสินหรือจัดการ เพราะจะเท่ากับเป็นการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของศาสนาโดยปราศจากหลักเกณฑ์หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องที่กำลังจัดการอยู่ จะกลายเป็นการสร้างปัญหาเสียมากกว่าแก้ปัญหา

      อย่าลืมว่าเมื่อมีการจัดการมากกว่าการจับผู้ต้องหาตามปรกติทั่วไป เรื่องนี้ก็กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งจากความแตกต่างทางความคิดความเชื่อและศรัทธา ซึ่งจะจัดการโดยหักหาญด้วยกำลังไม่ได้ ปฏิบัติการที่ใช้มาตรา 44 และกำลังทหารที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุทธการนั้น เสี่ยงต่อการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตที่จะเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่งอยู่แล้ว

      แต่หากคสช.เข้าไปจัดการกับวัดพระธรรมกายจนเลยเถิดไป อย่างที่มีคนเชียร์ให้ทำหรือที่มีคนห่วงใยกันอยู่ ก็ย่อมจะทำให้เกิดเป็นความบาดหมางขัดแย้งทางสังคมครั้งใหญ่ที่จะยากต่อการเยียวยาในอนาคต 
      เมื่อมีการจัดการมากกว่าการจับผู้ต้องหาตามปรกติทั่วไป เรื่องนี้ก็กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งจากความแตกต่าง
ทางความคิดความเชื่อและศรัทธา 
ซึ่งจะจัดการโดยหักหาญด้วยกำลังไม่ได้

      ความไม่ไว้ใจหรือความหวาดระแวงที่ศาสนิกหรือผู้นับถือศาสนาทั้งหลายจะมีต่อรัฐ จะไม่จำกัดวงอยู่แต่เพียงศาสนพุทธเท่านั้น แต่จะขยายไปยังศาสนาอื่นๆได้อีกด้วย ในระยะยาวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยซึ่งก็อ่อนแอและเปราะบางอยู่แล้วด้วยตั้งสติแล้วทบทวนเสียเถิดครับ


ขอบคุณข้อมูล : 
จาตุรนต์ ฉายแสง 24 กุมภาพันธ์ 2560

https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage/posts/10155004534547359:0
http://news.voicetv.co.th/thailand/465354.html
'จาตุรนต์ ฉายแสง' แนะยกเลิกม.44 โดยเร็ว หยุดใช้กำลังทหาร เสี่ยงเกิดเหตุนองเลือด...เป็นปฏิบัติการที่ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา 'จาตุรนต์ ฉายแสง' แนะยกเลิกม.44 โดยเร็ว หยุดใช้กำลังทหาร เสี่ยงเกิดเหตุนองเลือด...เป็นปฏิบัติการที่ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา Reviewed by Mali_Smile1978 on 01:31 Rating: 5

1 ความคิดเห็น:

บรรเจิด เชาว์ชาติ กล่าวว่า...

ยังมีเบื้องหลังของ คสช. อีกทีหนึ่ง

ขับเคลื่อนโดย Blogger.